วันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

7 สุดยอดอาหารบำรุงไต

โรคไตเป็นโรคที่อยู่คู่กับมนุษย์มาช้านาน นอกจากนี้ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคความดันโลหิตสูง ก็มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคไตสูงอีกด้วย แต่การปรับพฤติกรรมการกินเล็กน้อย ก็สามารถลดความเสี่ยงที่เป็นโรคไตได้แล้ว ดังนี้
 
1.กระเทียมสดและหัวหอม เนื่องจากมีคุณสมบัติต้านอาการอักเสบ ลดคอเลสเตอรอล และประกอบด้วยสารแอนติออกซิแดนต์ที่ต้านโรคมะเร็ง

2.พืชตระกูลกะหล่ำ เช่น กะหล่ำปลีสีเขียวเข้ม (เคล) บร็อกโคลี่ ประกอบไปด้วยไฟเบอร์ วิตามินซีและเค ที่ดีต่อไต
         
3.ไข่ขาว มีโพแทสเซียม ฟอสฟอรัส และธาตุเหล็กที่ดีต่อไต
         
4.ปลาสด เช่น แซลมอน เทราต์ และซาร์ดีน มีโปรตีนและโอเมกา 3 ที่มนุษย์ไม่สามารถผลิตเอง โดยการกินปลาสดเป็นประจำจะลดความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ ความดันโลหิต และคอเลสเตอรอลสูง
         
5.แครนเบอร์รี่ จะช่วยเพิ่มความเป็นกรดของปัสสาวะ ซึ่งลดความเสี่ยงในการเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบ
         
6.แอปเปิ้ล การกินแอปเปิ้ลช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ มะเร็ง และคอเลสเตอรอลสูง
         
7.น้ำมันมะกอก จำนวนประชาชนที่เป็นโรคหัวใจหรือมะเร็งในประเทศที่มีการใช้น้ำมันมะกอก น้อยกว่าประเทศที่ใช้น้ำมัน โดยน้ำมันมะกอกเต็มไปด้วยสารแอนติออกซิแดนต์ที่ต้านโรคมะเร็งได้  

ที่มา : โพสต์ทูเดย์

วันศุกร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2557

มะรุม

กินมะรุมขจัดมะเร็ง....พืชมหัศจรรย์ ลดไขมัน ป้องกันมะเร็ง
"มะรุม" ต้นไม้สารพัดประโยชน์อีกชนิดหนึ่ง ที่ทุกส่วนของต้นสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งในด้านอาหาร ยา และประโยชน์ ด้านอื่น ๆ นับตั้งแต่รากไปจรดยอดอ่อน คนไทยนิยมรับประทานฝักอ่อน ยอดอ่อน ช่อดอก มาปรุงเป็นอาหาร และนำราก เมล็ด รวมถึงเปลือกมาทำเป็นยา เช่นเดียวกับคนในหลายประเทศอย่างในประเทศอินเดีย ที่นิยมรับประทานใบเป็นผัก เพราะมีคุณค่าทางอาหารสูง รากสดก็สามารถนำมาปรุงอาหารได้ รวมทั้งเมล็ดมะรุมแห้งที่นำมาคั่วเป็นของกินเล่น ซึ่งไม่ต่างอะไรกับถั่วลิสงที่เรานำมาเคี้ยวเล่นเลย
เกือบทุกส่วนของมะรุมมีสรรพคุณทางยาที่สามารถนำมาใช้รักษาโรค ทั้งภายในและภายนอก ตามตำรายาไทยใช้ใบบดหยาบให้มีน้ำนิดหน่อยพอกรักษาบาดแผล แก้อักเสบ ใช้ดอกขับปัสสาวะ บำรุงกำลัง และใช้เมล็ดแก้ปวดตามข้อ แต่เมื่อไม่กี่ปีมานี้ การศึกษาวิจัยในหลายประเทศได้แสดงให้เห็นคุณประโยชน์อันกว้างขวางและลึกซึ้ง ของต้นมะรุมมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณประโยชน์ในด้านอาหารและยา ซึ่งมีการค้นพบว่ามะรุมนั้นมีสรรพคุณในการรักษาโรคขาดสารอาหารของเด็ก โรคเกี่ยวกับตาเกือบทุกชนิด รวมทั้งมีแนวโน้มในการรักษาโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิต โรคมะเร็ง และโรคเอดส์อย่างได้ผล ด้วยเหตุนี้จึงทำให้มะรุมกำลังเป็นที่สนใจของหลายประเทศ อาทิเช่น ประเทศอเมริกา ประเทศอังกฤษ ประเทศเยอรมัน ประเทศญี่ปุ่น และประเทศจีน เป็นต้น จนได้รับการขนานนามว่า "มะรุม ต้นไม้มหัศจรรย์"
ส่วนในบ้านของเรากำลังสนใจในตัวพืชชนิดนี้เช่นกัน โดยสรรพคุณยาในการรักษาโรคมะเร็งมีการนำสารบางอย่างที่ได้จากมะรุมมาเป็นยา ยับยั้งสารกระตุ้นการเจริญเติบโตของเชื้อมะเร็ง เนื่องจากโรคมะเร็งคือโรคร้ายที่ฆ่าชีวิตประชาชนคนไทยมากเป็นอันดับ 1 มาตลอดหลายปี มะเร็งซึ่งเป็นโรคร้ายที่ทุกคนกลัว ใครป่วยเป็นมะเร็งเรียกได้ว่าต้องทำใจไว้เลย หลายคนต้องตรอมใจตายก่อนที่จะเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย
"กินมะรุม.....ขจัดสารพัดโรค"
1. มะรุมขจัดโรคมะเร็ง
ถ้ารับประทานอย่างสม่ำเสมอก็จะช่วยป้องกันโรคมะเร็ง และถ้าหากเป็นโรคมะเร็งอยู่ก็จะช่วยให้การรักษาพยาบาลง่ายขึ้น ในบางกรณีสามารถหยุดการเจริญเติบโตของร่างกายได้ ถ้าใช้ควบคู่กับยาแพทย์แผนปัจจุบัน ที่สำคัญหากผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งได้รับการรักษาด้วยรังสี การดื่มน้ำมะรุมก็จะช่วยลดการแพ้รังสี ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็วขึ้น และมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงเร็วขึ้น
เนื่องจากในมะรุมนั้นมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก สามารถต้านการเกิดมะเร็งที่ถูกกระตุ้นโดยสาร "ฟอบอลเอสเทอร์" ในเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวได้ โดยในมะรุมจะมีสาร "เบนซิลไทโอไซยาเนตไกลโคไซค์" ชนิดหนึ่ง และสาร "ไนอาซิไมซิน" ซึ่งสารทั้งสองชนิดนี้เป็นต้านการเกิดมะเร็ง
2. มะรุมขจัดโรคขาดสารอาหาร
เด็กแรกเกิดถึง 10 ขวบ สามารถกินมะรุมได้ กินมะรุมลดสถิติการเสียชีวิต พิการ และตาบอดจากการขาดสารอาหารได้เป็นอย่างดี ในกรณีเด็กแรกเกิด การให้สารมะรุมทำได้ดีที่สุดโดยผ่านทางน้ำนมของมารดา เมื่อทารกดื่มนมมารดาที่รับประทานใบมะรุมอย่างสม่ำเสมอ สารอาหารสำคัญจะผ่านสู่ทารกโดยง่าย อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มภูมิต้านทานและเพิ่มแคลเซียมเข้าไปเสริมกระดูกให้ มารดาเป็นอย่างดี
3. มะรุมขจัดโรคเบาหวาน
มะรุมใช้กับผู้ป่วยโรคเบาหวานให้อยู่ในภาวะควบคุมได้คือ ระดับน้ำตาลไม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือไม่ลดลงอย่างรวดเร็วจนถึงขั้นช็อก สามารถลดการใช้ยาลง โดยความเห็นชอบและการดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์ผู้ทำการรักษาจากการตรวจวัด ด้วยลูกดิ่ง ท่านอาจารย์สุทธิวัสส์ คำภา ได้บรรยาย ณ วัดป่าธรรมชาติว่า ถ้ารับประทานใบมะรุมอย่างสม่ำเสมอย่อมมีโอกาสที่จะหายจากโรคเบาหวานได้ คณะแพทย์และนักวิจัยทั่วโลกกำลังให้ความสนใจเป็นอย่างสูง โดยหาดูรายละเอียดได้จากเว็บไซต์ทั่วไป
4. มะรุมขจัดโรค ใช้ควบคุมความดันโลหิตสูง
มะรุมสามารถควบคุมความดันโลหิตสูงให้อยู่ในภาวะควบคุมได้ แต่ทั้งนี้จะต้องช่วยตัวเองด้วยการควบคุมอาหาร การบริหารร่างกายด้วยวิธีง่าย ๆ เช่น การเดิน การรำไท้ซี่ เป็นต้น มิฉะนั้นแล้วการบำบัดด้านนี้จะไม่ได้ผลเท่าที่ควร
5. มะรุมขจัดโรคตาเกือบทุกชนิด
มะรุมสามารถช่วยรักษาโรคที่เกี่ยวกับตาเกือบทุกชนิด เช่น โรคตามืดมัว เพราะขาดสารอาหารที่จำเป็น โรคต้อ เป็นต้น ซึ่งถ้ารับประทานอย่างสม่ำเสมอจะทำให้สายตาดีขึ้น รับประทานใบมะรุมนานประมาณ 1 ปีครึ่ง อาการสายตาสั้นที่เป็นอยู่จะดีขึ้นกว่าเดิมจนสังเกตได้
6. มะรุมขจัดโรคทางเดินหายใจอักเสบ โรคโพรงจมูกอักเสบ หอบ หืด และโรคภูมิแพ้
โดยเฉพาะโรคภูมิแพ้ อาการของภูมิแพ้ผู้ป่วยลดลงจนเกือบจะหายดี หอบหืดหายไป หายใจสะดวกขึ้นจนคนใกล้ชิดยังสังเกตเห็นได้ ในระยะแรก ๆ ของการรับประทานใบมะรุม หากมีอาการไอมากขึ้นนั่นคือการขับพิษของมะรุม เมื่อขับพิษหมดอาการไอจะหายไปเอง ใช้น้ำมันมะรุมหยอดจมูกรักษาโรคภูมิแพ้ ไซนัส โรคทางเดินหายใจ ใช้หยอดหูฆ่าและป้องกันพยาธิในหู รักษาอาการเยื่อหูอักเสบ รักษาโรคหูน้ำหนวก ใช้ทาผิวหนังจากเชื้อราและเชื้อไวรัส รักษาโรคเริม งูสวัด รักษาและบำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื่น ใช้ทารักษาแผลสด หูด ตาปลา ใช้ถูนวดบรรเทาอาการบริเวณที่ปวดบวมตามข้อ รักษาโรคไขข้ออักเสบ เกาต์ รูมาติก ได้อีกด้วย
7. มะรุมขจัดโรคเอดส์ (HIV)
ในประเทศแอฟริกาได้ทดลอง โดยนำมะรุมมาใช้กับผู้ป่วยโรคเอดส์ พบว่า ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานที่ต่ำลงของผู้ป่วยโรคเอดส์ให้อยู่ในภาวะควบคุม ได้ และสามารถมีชีวิตอยู่อย่างปกติทั่วไปในสังคม การรักษาโรคเอดส์ประสบผลสำเร็จอย่างกว้างขวางจากประเทศในกลุ่มทวีปแอฟริกา และได้รับความสำเร็จเป็นครั้งแรกในเดือนกรกฎาคม ค.ศ.2005 จากการค้นกว้าและทดลองของแถบแอฟริกาอินแลนด์ ประเทศทานซาเนีย โดย นายแพทย์เฟลิซิ และพยาบาลชาวเยอรมัน ชื่อ ไมค์กี้ เอตลิ่ง อีกทั้งยังช่วยเพิ่มและสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย ถ้ารับประทานผลิตผลจากมะรุมในระหว่างตั้งครรภ์ นอกจากจะทำให้มารดามีสุขภาพสมบูรณ์และแข็งแรงแล้ว ทารกที่เกิดมาจะมีสุขภาพสมบูรณ์ และโอกาสที่จะติดเชื้อ HIV ย่อมลดน้อยลงด้วย มะรุมช่วยเพิ่มแคลเซียมให้แก่มารดาในระยะตั้งครรภ์ได้เป็นอย่างดี คนทั่ว ๆ ไปสามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตนเองได้ถ้ารับประทานใบมะรุมอย่างน้อย อาทิตย์ละ 3 ครั้ง
8. มะรุมขจัดไขมันในเลือด ลดคอเลสเตอรอล และโรคอ้วน
มะรุมมีสรรพคุณสามารถลดไขมันและคอเลสเตอรอล มีคุณค่าทางอาหารและสารอาหารสูงมากทีเดียว จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการลดความอ้วนหรือควบคุมน้ำหนัก และยังเป็นยาระบายอ่อน ๆ จากการศึกษาการกินสารสกัดใบมะรุมในหนูที่กินอาหารไขมันสูง มีปริมาณคอเลสเตอรอลในเลือดลงอย่างมีนัยสำคัญเทียบกับกลุ่มควบคุม นอกจากนี้กลุ่มทดลองปริมาณไขมันในตับและไตลดลง สรุปว่าการให้ใบมะรุมเพื่อลดปริมาณไขมัน ทางการแพทย์อินเดียสามารถวัดผลได้ในเชิงวิทยาศาสตร์จริง
9. มะรุมขจัดโรคชราหรือชะลอความแก่
กล่าวกันว่ามะรุมมีฤทธิ์ชะลอความแก่ถึงแม้ว่ายังไม่มีการพบรายงานการวิจัย เกี่ยวกับมะรุมในด้านนี้ คาดว่าเป็นการสรุปเนื่องจาก มะรุมมีสารฟลาโวนอยด์สำคัญ คือ รูทิน และเควอเซทิน (rutin และ quartering) สารลูทีนและกรดแคฟฟีโอลิลควินิก (lute in และ caffeoylquinic acids) ซึ่งต้านอนุมูลอิสระ ดูแลอวัยวะต่าง ๆ ได้แก่ จอประสาทตา ตับ และหลอดเลือดจากการเสื่อมสภาพตามอายุ การกินสารต้านอนุมูลอิสระชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์ในร่างกายได้
10. มะรุมขจัดโรคอื่น ๆ อีกมากมาย
- ช่วยเชื่อมต่อกระดูกที่หักได้ผลเร็ว
- ช่วยฆ่าเชื้อโรค สารเบนซิลไทโอไซยาเนตโกลโคไซด์และเบนซิลกลูโคซิโนเลตค้นพบในปี พ.ศ.1964 จากมะรุมมีฤทธิ์ต้านจุลชีพ สนับสนุนการใช้น้ำคั้นจากมะรุมหยอดหูแก้ปวดหู
Cr. http://swis-acn.acn.ac.th/

วันพุธที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ถั่วเขียว

สรรพคุณของถั่วเขียว 36 ข้อ
1.โพแทสเซียมช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อในร่างกายให้แข็งแรง
2.ถั่วเขียวมีสารต้านเอนไซม์โปรตีเอสในปริมาณสูง ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์ในการต่อต้านมะเร็ง
3.ช่วยบำรุงร่างกาย บำรุงกำลัง เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยป้องกันและรักษาไข้หวัด
4.ถั่วเขียวอุดมไปด้วยแมกนีเซียม ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่ช่วยในการทำงานของระบบเผาผลาญในร่างกาย ช่วยผลิตโปรตีน และกาดหดตัวข้องกล้ามเนื้อ
5.ช่วยลดความดันโลหิต
6.ช่วยทำให้เจริญอาหาร
7.ช่วยลดระดับไขมันและคอเลสเตอรอล ช่วยควบคุมระดับไขมันในเลือด ควบคุมน้ำหนักได้ เพราะถั่วเขียวมีส่วนประกอบของไขมันที่ต่ำมาก ไม่มีคอเลสเตอรอล และยังอุดมไปด้วยโปรตีนกับเส้นใยอาหาร
8.ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ
9.ถั่วเขียวมีฤทธิ์เย็น ออกฤทธิ์ตามเส้นลมปราณของหัวใจและม้าม
10.ถั่วเขียวอุดมไปด้วยธาตุเหล็กซึ่งจำเป็นสำหรับการสร้างเม็ดเลือดแดงในร่างกาย
11.ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดและเบาหวานได้
12.ถั่วเขียวอุดมไปด้วยแคลเซียมและฟอสฟอรัส ที่ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง และยังช่วยป้องกันและรักษาโรคกระดูกพรุนได้อีกด้วย
13.ช่วยขับร้อน แก้อาการร้อนใน และช่วยแก้พิษในฤดูร้อน
14.ถั่วเขียวมีประโยชน์ต่อลำคอและผิวหนัง และยังช่วยแก้อาการกระหายน้ำได้อีกด้วย
15.เมล็ดถั่วเขียวนำมาต้มกับเกลือ ใช้อมเพื่อรักษาโรคเลือดออกตามไรฟันได้
16.ช่วยถอนพิษในร่างกาย
17.ช่วยกระตุ้นประสาท ถั่วเขียวเป็นแหล่งสำคัญของธาตุโบรอน (Boron) ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับการส่งกระแสประสาทของสมอง ทำให้ช่วยสมองทำงานได้ฉับไวมากขึ้น และยังอุดมไปด้วยฟอสฟอสรัส ที่ช่วยบำรุงเซลล์ประสาทและสมอง[4]
18.ช่วยบำรุงสายตา ทำให้ตาสว่าง และรักษาตาอักเสบ (เปลือกสีเขียว)[9] ช่วยแก้อาการตาพร่า ตาอักเสบ ด้วยการรับประทานถั่วเขียวต้มครั้งละ 15-20 กรัมเป็นประจำ
19.ช่วยรักษาคางทูมที่เป็นใหม่ๆ ด้วยการต้มถั่วเขียว 70 กรัมจนใกล้สุก แล้วใส่แกนกะหล่ำปลีลงไป / หัวต้มอีก 15 นาที กินเฉพาะน้ำวันละ 2 ครั้ง
20.ช่วยแก้อาการอาเจียนจากการดื่มเหล้า ด้วยการดื่มน้ำถั่วเขียวพอประมาณ
21.ช่วยขับของเหลวในร่างกาย
22.ในถั่วเขียวอุดมไปด้วยเส้นใยที่สามารถละลายน้ำได้ดี จึงช่วยในขบวนการทำความสะอาดของร่างกายอย่างเป็นธรรมชาติ
23.ถั่วเขียวอุดมไปด้วยวิตามินบี2 ที่ช่วยป้องกันโรคปากนกกระจอกได้
24.ถั่วเขียวมีเส้นใยอาหารสูงจึงช่วยในการขับถ่าย ป้องกันอาการท้องผูก ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และยังส่งผลดีต่อระบบลำไส้โดยรวมอีกด้วย
25.เมล็ดถั่วเขียวนำมาต้มแล้วกินใช้เป็นยาขับปัสสาวะ
26.ช่วยแก้ลำไส้อักเสบ
27.ช่วยบำรุงตับ
28.ช่วยแก้อาการไตอักเสบ
29.ช่วยแก้ผดผื่นคัน
30.ช่วยลดบวม
31.ช่วยรักษาโรคข้อต่างๆ แก้ขัดข้อ
32.ช่วยรักษาฝี ด้วยการใช้ถั่วเขียวดิบหรือต้มสุก นำมาใช้ตำแล้วพอกเป็นยารักษาภายนอกช่วยในการบ่มหนองให้ฝีกสุก และยังใช้รักษาอาการอื่นๆ ได้อีกด้วย เช่น แก้ท้องร่วง การคลอดบุตรยาก และโรคท้องมาน[8],[9]
33.นำมาใช้ตำพอกแผล
34.ช่วยแก้พิษจากพืช พิษจากสารหนู และพิษอื่นๆ
35.ถั่วเขียวอุดมไปด้วยวิตามินบี1 ที่ช่วยในการป้องกันโรคเหน็บชาได้เป็นอย่างดี
36.ถั่วเขียวอุดมไปด้วยโฟเลทสูง ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากสำหรับหญิงตั้งครรภ์ เพราะช่วยป้องกันการพิการแต่กำเนิดของทารกได้

วันพฤหัสบดีที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2557

5 อาหารช่วย ตับ ขับพิษ



ตับเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ขับสารพิษออกจากร่างกาย ดังนั้นการทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพตับเป็นประจำจะช่วยแบ่งเบาภาระให้ตับได้ ซึ่งการที่ตับทำงานได้อย่างมีจึงมีประสิทธิภาพย่อมส่งผลให้ร่างกายมีพลังมากขึ้น
นอกจากหน้าที่ในการขับสารพิษแล้ว ตับยังช่วยในกระบวนการย่อยอาหารและเปลี่ยนสารอาหารให้เป็นพลังงาน เมื่อร่างกายต้องการตับที่แข็งแรงจะส่งผลให้มีสุขภาวะที่ดี เพราะตับช่วยลดการติดเชื้อ โดยช่วยขจัดของเสียออกจากร่างกาย เราจึงต้องดูแลตับด้วยการเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ ถ้าในแต่ละมื้อประกอบด้วยอาหารต่อไปนี้ ก็จะเป็นการช่วยตับให้แข็งแรงได้อีกทางหนึ่ง
ต่อไปนี้เป็นอาหารอันดับต้นๆที่ช่วยตับในการล้างพิษ
1.กระเทียมสด สามารถเร่งการขับน้ำดี ดังนั้นจึงเหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่มีน้ำดีจางลง จะได้ไม่เกิดอาการท้องอืดเฟ้อ อาหารไม่ย่อยหลังจากกินอะไรมัน นอกจากนี้รกะเทียมยังปกป้องตับจากการสัมผัสสารพิษ จึงเหมาะกับคนที่เป็นโรคตับทั้งมวล นอกจากนี้ การกินกระเทียมสดวันละ 1-3 กลีบจะช่วยป้องกันโรคหัวใจ ป้องกันเลือดจับตัวเป็นลิ่ม ตัวการที่ก่อให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือด
2.หัวหอม มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยทำความสะอาดเลือด ช่วยลดระดับคอเรสตอลรอล LD เพราะเป็นตัวการก่อให้เกิดโรคหัวใจ นอกจกนี้ยังทำให้ระบบทางเดินหายใจทำงานดีขึ้น
3.มะนาว สีเหลืองของมะนาวมีสารแอนตี้ออกซิเดนท์ที่เรียกว่า ไบโอฟลาโวนอยด์สูง จึงช่วยการทำงานของงตับได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นสุดยอดอาหารที่ช่วยทำความสะอาดตับ มีวิตามินสุง น้ำมะนาวสดเมื่อนำมาผสมกับน้ำอุ่นแล้วดื่มตอนเช้าหลังตื่นนอน จะช่วยล้างพิษและทำให้เลือดสะอาดขึ้น
4.ดอกกะหล่ำ กะหล่ำปลี ผักเหล่านี้ช่วยทำความสะอาดร่างกายและช่วยกำจัดของเสียจากสิ่งแวดล้อม เช่น ของเสียจากควันบุหรี่ ควันจากท่อไอเสีย และช่วยให้ตับผลิตเอนไซนม์ออกมาให้พียงพอในการกำจัดของเสีย
5.บร็อคโคลี่ มีสรรพคุณต่อต้านมะเร็ง เนื่องจากมีวิตามินซีสูง บร็อคโคลี่ยังอุดมด้วยสารกลูโคซิโนเลตเช่นเดียวกับสารซัลโฟราเฟน ซึ่งจะช่วยตับขับสารพิษ รับประทานดิบๆ โดยนำดอกบร็อคโคลี่จิ้มกับซัลซ่า
อาหารที่กล่าวมานี้จะช่วยทำให้สารพิษที่เจือปนมากับอาหารอื่นนั้นมีสภาพเป็น กลาง นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มการผลิตน้ำดีซึ่งช่วยทำความสะอาดกระเพาะอาหารและลำไส้ รวมถึงช่วยกระตุ้นให้ลำไส้มีการขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวอีกด้วย
ข้อมูลจาก men.sanook.com






วันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2557

น้ำผึ้งทานอย่างไรถึงจะได้ผลดี

น้ำผึ้งทานอย่างไรถึงจะได้ผลดี
1. บำรุงสุขภาพ น้ำผึ้ง 3 ช้อนโต๊ะผสมน้ำอุ่นดื่มทุกวัน
2. อดนอน น้ำผึ้ง 1-2 ช้อนโต๊ะ หรือผสมน้ำผลไม้
3. ยาอายุวัฒนะ น้ำผึ้ง ½ -1 ช้อนโต๊ะ ดื่มทุกวัน เช้า / ก่อนนอน
4. นอนไม่หลับ น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะดื่มเวลาอาหารเย็นหรือก่อนนอน
5 .ไอ หลอดลมอักเสบมีเสมหะ กระเทียม 1-2 กลีบ (ตำให้ละเอียด) น้ำมะนาว ½ เกลือเล็กน้อย พิมเสนหรือการบูร 2-3 เกล็ด น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ
6. ท้องอืด ท้องเฟ้อ น้ำผึ้ง ½ ช้อนโต๊ะ น้ำขิงเข้มข้น ½ ถ้วย เกลือเล็กน้อยดื่มวันล่ะ 3 เวลาหลังอาหาร
7. ท้องผูก น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะดื่มก่อนนอน
8. เด็กปัสสาวะรดที่นอน น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา (ไม่ผสมน้ำ) ดื่มก่อนนอน
9. ท้องเสียรุนแรง น้ำผึ้ง 1-2 ช้อนโต๊ะ เกลือ ½ ช้อนชา ผสมน้ำอุ่น 1 แก้ว
10. เด็กแหวะนม น้ำผึ้ง ½ -1 ช้อนโต๊ะ ผสมนมให้เด็กดื่ม
11. กล้ามเนื้อเป็นตะคริว น้ำผึ้ง 2 ช้อนชา ดื่มทุกมื้ออาหาร
12. ล้างแผลฝีหนอง แผลเรื่อรัง น้ำผึ้ง 1 ส่วน ผสมน้ำ 9 ส่วนชะล้างแผล หัวหอมแดง 2 หัวตำให้ละเอียด+น้ำผึ้งพอกฝี น้ำสุกที่เย็นแล้วล้างให้สะอาด ใช้สำลีหรือผ้าพันแผลชุบน้ำผึ้งปิดบริเวณแผล
13. แผลไฟไหมน้ำร้อนลวก ถูกท่อไอเสีย ใช้ผ้าพันแผลชุบน้ำผึ้งปิดแผล ไว้แล้วเปลี่ยนผ้าพันแผลทุก 12 ชั่วโมง
14. โรคกระเพาะ ดื่มน้ำผึ้ง 2-3 ช้อนโต๊ะขณะปวด และ 3 ช้อนโต๊ะ ก่อนนอน
15. ผู้ป่วยด้วยโรคพิษสุรา(ตับแข็ง/โรค ตับ) น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะผสมน้ำ ½ ถ้วยแก้ว ดื่มวันละ 3 ครั้งเป็น ประจำ คอเหล้าดื่มน้ำผึ้ง 1-2 ช้อนโต๊ะก่อนนอน
16. ผู้ป่วยริดสีดวงทวาร น้ำผึ้งผสมกระเทียมโทน บริโภควันละ 3 ครั้งหลังอาหาร
17. เด็กโตช้า และโลหิตจาง น้ำผึ้งผสมนมดื่มเป็นประจำ
18. เสียน้ำหรือเสียเลือด( 10-20 % ) น้ำ 1 ถ้วยแก้วผสมเกลือ ¼ ช้อนชา น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ
19. โรคเด็ก (ทางเดินอาหารผิดปกติ) น้ำผึ้ง 1 ช้อนชาต่อน้ำ 1 ถ้วย
#บ้านลุงเจ

วันอังคารที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2557

7 ประโยชน์จากน้ำอัดลมที่คุณไม่เคยรู้

แม้คุณจะเคยได้ยินมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้วว่านั้น มีแต่โทษและไร้ซึ่งประโยชน์ใดๆเลยแม้แต่น้อยวันนี้เราขอปฏิเสธอย่างหนักแน่น ด้วยเสียงแข็งๆ เลยว่า น้ำอัดลมนั้นยังมีข้อดีอีกหลายๆ อย่างที่คุณอาจจะไม่เคยทราบมาก่อน ซึ่งข้อดีที่ว่ามานี้จะเกี่ยวกับอะไรบ้างนั้น วันนี้เรามีข้อมูลดีๆ เกี่ยวกับประโยชน์ของน้ำอัดลมมาฝากกัน ซึ่งรับรองได้เลยว่า ต้องมีหลายๆ ข้อที่คุณสามารถนำไปปรับใช้กันได้อย่างแน่นอน
1. ช่วยทำความสะอาดไขมันบนเสื้อผ้า
หากชุดเดรสสวยๆ หรือกระโปรงทำงานตัวโปรดของคุณต้องเปื้อนคราบมันหรือตะกรันต่างๆลองผสมผงซัก ฟอกเข้ากับน้ำอัดลม1 กระป๋อง แล้วซักด้วยเครื่องซักผ้าตามปกติ น้ำอัดลมจะช่วยสลายคราบมันและตระกรันบนชุดสวยๆ ให้คุณได้แน่นอน ที่สำคัญอย่าลืมใส่น้ำยาปรับผ้านุ่มให้อีกรอบนะคะ เสื้อผ้าของคุณจะได้มีกลิ่นหอมๆ แทนกลิ่นซ่าๆ ไปในคราวเดียวค่ะ

2. ช่วยทำความสะอาดสุขภัณฑ์ห้องน้ำ
แค่คุณใช้น้ำอัด ลมสูตรปราศจากน้ำตาลเทไว้ให้ทั่วพื้นห้องน้ำและสุขภัณฑ์ทิ้งไว้ ประมาณ1ชั่วโมง หลังจากนั้นใช้แปรงขัดห้องน้ำขัดถูแล้วล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งหนึ่ง แค่นี้ห้องและสุขภัณฑ์ของคุณก็จะสะอาดใสกิ๊งเลยล่ะ

3. ขจัดคราบสนิม
หากชุดกันชนโครเมี่ยมของคุณเกิด เป็นจุดสนิมขึ้นมาเมื่อไรอย่าปล่อยให้มัยลุกลามไปได้รีบใช้อะลูมินั่มฟรอยด์ ชุบน้ำอัดลมและขัดเบาๆตรงจุดที่เป็นสนิม รับรองได้เลยว่าคราบจะหลุดออกมาอย่างง่ายดาย

4. ช่วยคลายน็อตที่ขึ้นสนิมจนไขไม่ออก
ถ้าคุณต้อง การจะไขน็อตออกจากชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่างๆแต่น็อตตัวนั้นเต็มไปด้วยสนิมเขรอะ ให้คุณใช้ผ้าชุบน้ำอัดลมให้ชุ่มแล้วประคบน็อตตัวนั้นไว้สักครู่ น้ำอัดลมจะช่วยกัดกร่อนสนิมบริเวณนั้นให้ไขน็อตออกได้อย่างง่ายดาย

5. ช่วยเปิดจุกฝาขวด
ถ้าหากจุกฝาขวดของคุณมันแน่น เกินไปจนเปิดไม่ออกให้คุณใช้ผ้าชุดน้ำอัดลมประคบไว้สักครู่หนึ่งน้ำอัดลมจะ ช่วยทำให้ฝาขวดคลายตัวและเปิดออกได้ง่ายยิ่งขึ้น
6. เพิ่มรสชาติให้กับแฮม
หากคุณอยากให้การทอดแฮม นั้นอร่อยยิ่งขึ้นลองเทน้ำอัดลมลงในกระทะแทนน้ำมันแล้วห่อแฮมด้วยฟรอยด์ใส่ ลงในกระทะต้มในน้ำอัดลม ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาทีแล้วจึงเอาฟรอยด์ออกเพื่อให้แฮมได้คลุกเคล้ากับน้ำอัดลมที่ยังเหลืออยู่ ในกระทะ รับรองได้เลยว่าแฮมของคุณจะมีรสชาติที่อร่อยยิ่งขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน
7. ทำความสะอาด.....รถบรรทุก
ทราบกันไหมว่าน้ำอัดลม นั้นถูกใช้ในการทำความสะอาดรถบรรทุกมาเป็นระยะเวลากว่า20ปีแล้ว ก่อนที่เด็กวัยรุ่นบางคนจะรู้จักกับน้ำอัดลมเสียอีก!!!
เห็นหรือยังว่า น้ำอัดลมนั้นมีประโยชน์อีกมากมายที่คุณไม่เคยรู้เลย
แต่ที่น่าสังเกตก็คือ ยังไม่พบประโยชน์ต่อร่างกายของเราเลยสักข้อหนึ่ง ฉะนั้นแล้วคุณควรจะทานต่อไปหรือใช้เพื่อประโยชน์ตามที่เราแนะนำมา..  #บ้านลุงเจ

วันอังคารที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2557

โทษไขมันเกาะในร่างกาย+สูตรลดหน้าท้องล้างใส้

โทษที่เกิดจากการที่ไขมันที่เกาะในผนังลำไส้ กระเพาะอาหาร หากสะสมมาจะทำให้เกิดข้อบกพร่องและเป็นผลทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ได้ เช่น
1. ถุงน้ำดี ทำให้นอนไม่หลับ อารมณ์ฉุนเฉียว นิ่วในไต สายตาเสื่อม ปวดเมื่อยตามร่างกาย
2. เลือดเลี้ยงสมองไม่พอ ทำให้มึนศีรษะ
3. ไตเสื่อม ทำให้ความจำลดลงและเป็นคนขี้หนาว
4. ม้ามชื้น ทำให้อาหารที่กินเข้าไปแปรสภาพเป็นไขมันเป็นผลทำให้อ้วนง่าย
5. ม้ามโต ทำให้เหนื่อยง่ายเพราะม้ามไปเบียดปอด
6. ถ้าไขมันเกาะลำไส้เล็กมากๆ จะทำให้ลำไส้เล็กไม่สามารถดูดซึมวิตามินซีได้ เป็นผลทำให้เป็นหวัดในตอนเช้าหรือหวัดเรื้อรัง กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เกิดโรคภูมิแพ้ ทำให้จามในตอนเช้า
7. ถ้าไขมันในตับสูง การสร้างเม็ดเลือดจะลำบาก ฉะนั้นการดื่มตามสูตรนี้ นอกจากช่วยลดหน้าท้อง ยังส่งผลให้อาการป่วยทั้ง 7 ประการนี้หายไป ด้วย
มาแชร์สูตรล้างลำใส้่กะทุ้งไขมันเกาะไว้กะเทาะกะแทะออกไปและยังช่วย ลดไขมันหน้าท้องได้อี๊กฉะน้าน เรามาป้องกันการเกิดไขมันเกาะในผนังลำไส้และก่อโรคอ้วน
หน้าท้องเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายที่จะบ่งบอกถึงว่า ตอนนี้สภาพร่างกายคุณเป็นอย่างไร นั้นก็หมายถึงอาหารที่คุณกินเข้าไปมันเข้ามันสะสมจนทำให้คุณมีไขมันหน้าท้อง มาก และจะทำให้คุณกลายเป็นคนอ้วนไปในที่สุด และหน้าท้องเมื่อมีไขมันสะสมแล้วก็ลดยากเสียด้วยพอ ๆ กับไขมันที่สะโพกนั่นแหละ เราจึงมีวิธีทำสูตรนี้มาแนะให้ทำกัน      

สูตรลดหน้าท้อง นี้จะช่วยปรับสมดุลร่างกายและควบคุมน้ำหนัก ผู้ที่รักสุขภาพ และผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ เช่น โรคปวดข้อ เป็นตะคริวอยู่บ่อยๆ หรือโรคอ้วน สามารถนำวิธีนี้ไปใช้ดื่มเป็นประจำ เพื่อสุขภาพที่ดี และช่วยบรรเทาโรคต่างๆ ได้
นมสดรสจืด 1 กล่อง
โยเกิร์ตรสจืด ครึ่งถ้วย
น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ
มะนาว 1 ลูก
น้ำผึ้ง จะพบว่าในน้ำผึ้งมีสารเอนติออกซิเดนท์ เช่นเดียวกับที่มีในผักใบเขียวและยังมีวิตามินบี ซี ฟอสฟอรัส แคลเซียม เกลือแร่ และกรดอะมิโน ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพ และช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ แร่ธาตุที่กล่าวมาล้วนมีความจำเป็นต่อร่างกายที่จะเข้าไปซ่อมแซมส่วนที่ สึกหรอ บำรุงโลหิต
นำส่วนผสมทั้งหมดผสมให้เข้ากันชิมรสตามใจชอบ และต้องดื่มตอนเช้า มื้อเดียวก่อนอาหาร มื้ออื่นไม่เห็นผล มะนาวก็ควรบีบแล้วกินทันที เพื่อรักษาคุณสมบัติวิตามินซีไว้ และควรดื่มน้ำตาม 1-2 แก้ว จะเห็นผลดียิ่งขึ้น
สรรพคุณไม่ใช่ยาลดน้ำหนักโดยตรง แต่จะปรับธาตุ ล้างพิษในลำไส้ ล้างไขมัน กินวันแรกๆ จะ เห็นเลยว่าอุจจาระจะเป็นสีดำ และไล่ลมในกระเพาะดีมาก ระยะต่อมา เมื่อลำไส้และกระเพาะอาหารในร่างกายปรับตัวได้กับอาหารที่กินแล้วจะเข้าสู่ ภาวะปกติ แต่ต่อมาจะมีความรู้สึกว่าหน้าท้องยุบลงเนื่องจากจุลินทรีย์ในโยเกิร์ต ทำให้ลำใส้ทำงานได้ดีไม่ทำให้ลำใส้บวมหน้าท้องป่องควรกินทุกเช้าติดต่อกัน ทุกวัน   


ที่มาธรรมชาติบำบัด อ.สุทธิวัสน์  #บ้านลุงเจ

วันพุธที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

10 อันดับอาหารที่มีโปแทสเซียมสูง กับประโยชน์ที่มีต่อสุขภาพ

โปแทสเซียมเป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่งที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย โดยมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้การทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกายเป็นปกติ เช่น ระบบประสาทและกล้ามเนื้อ โปแทสเซียมช่วยควบคุมสมดุลของอิเล็กโตรไลต์และสมดุลของกรด-เบสในร่างกาย ป้องกันภาวะกรดเกิน (hyperacidity) และยังช่วยควบคุมความดันโลหิตที่สูงและลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด อีกด้วย

มีรายงานวิจัยจำนวนมากที่ระบุว่าในกลุ่มประชากรที่ได้รับโปแทสเซียมจากอาหาร ในปริมาณที่สูงมีค่าเฉลี่ยของความดันโลหิตและอัตราการเกิดโรคความดันโลหิต สูงต่ำกว่ากลุ่มประชากรที่ได้รับโปแทสเซียมจากอาหารในปริมาณที่น้อย และยังพบว่าการได้รับโปแทสเซียมจากอาหารอย่างเพียงพอ มีผลช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคเรื้อรังชนิดอื่น ๆ โดยในงานวิจัยของ Ascherio และคณะ ได้รายงานว่าสามารถลดความเสี่ยงของภาวะการอุดตันของเส้นโลหิตที่ไปเลี้ยง สมอง (Stroke) ได้ถึง 30%

ในคนปกติที่มีอายุตั้งแต่ 14 ปีขึ้นไป ควรได้รับโปแทสเซียมในปริมาณ 4.7 กรัมต่อวัน (ข้อมูลจาก Food and Nutrition Board, Institute of Medicine) ปัจจุบันคนส่วนใหญ่ยังได้รับปริมาณโปแทสเซียมต่ำกว่าปริมาณที่แนะนำ ซึ่งการที่จะทำให้ได้รับโปแทสเซียมอย่างเพียงพอในแต่ละวันนั้นทำได้ไม่ยาก เพราะโปแทสเซียมมีอยู่มากในอาหารหลากหลายชนิด เช่น ผัก ผลไม้ ผลิตภัณฑ์นมที่มีไขมันต่ำหรือไม่มีไขมัน ถั่วต่าง ๆ และธัญพืช เรามาพิจารณากันดีกว่าว่าอาหาร 10 อันดับที่มีปริมาณโปแทสเซียมสูงมีอะไรบ้าง


อันดับ ชนิดอาหาร ขนาดบริโภค ปริมาณโปแทสเซียม
1 ผงโกโก้ 100 กรัม 1.5 กรัม
2 ลูกพรุน (อบแห้ง) 100 กรัม 1.1 กรัม
3 ลูกเกด 100 กรัม 892 มิลลิกรัม
4 เมล็ดทานตะวัน 100 กรัม 850 มิลลิกรัม
5 อินทผาลัม 100 กรัม 696 มิลลิกรัม
6 ปลาแซลมอน 100 กรัม 628 มิลลิกรัม
7 ผักโขม (สด) 100 กรัม 558 มิลลิกรัม
8 เห็ด 100 กรัม 484 มิลลิกรัม
9 กล้วย 100 กรัม 358 มิลลิกรัม
10 ส้ม 100 กรัม 181 มิลลิกรัม
จะเห็นได้ว่าเราสามารถเลือกรับประทานอาหารได้หลากชนิดเพื่อให้ได้รับโปแทส เซียมในปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน แต่ทั้งนี้ เราควรบริโภคอาหารอย่างถูกหลักโภชนาการ โดยคำนึงถึงปริมาณน้ำตาล ไขมัน คอเลสเตอรอล ฯลฯ ที่มีอยู่ในอาหารด้วย เพื่อป้องกันความเสี่ยงของโรคต่าง ๆ และเพื่อให้มีสุขภาพที่แข็งแรง

แม้ว่าการที่ร่างกายเราได้รับโปแทสเซียมอย่างเพียงพอจะเป็นประโยชน์หลาย อย่างต่อสุขภาพ แต่ยังมีข้อควรระวังในผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ มีความบกพร่องในการขจัดโปแทสเซียมออกจากร่างกาย เช่น ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง เบาหวานและภาวะหัวใจล้มเหลว ควรได้รับโปแทสเซียมน้อยกว่า 4.7 กรัมต่อวัน (ปริมาณเท่าใดที่จะเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคนนั้น ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ผู้ดูแล) เพื่อป้องกันภาวะการมีโปแทสเซียมที่มากเกินไป (hyperkalemia) ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อร่างกายได้

ข้อมูลจาก คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล


วันอังคารที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ตะขบ

มีใยอาหาร แคลเซียม และโพแทสเซียมสูง ช่วยดูดซับคอเรสเตอรอล ลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้และเส้นเลือดสมองแตก  
     "ตะขบ" ผลไม้พื้นบ้าน ดูแลหัวใจ
ต้นไม้ที่พบได้ทั่วไป ตะขบถือว่าเป็นผลไม้ที่มีใยอาหารสูง มีแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น โพแทสเซียม แคลเซียม และฟอสฟอรัส นอกจากนี้ยัง มีสารที่ช่วยระบบการทำงานของต่อมลูกหมากดีขึ้น ทั้งยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระช่วยป้องกันโรคมะเร็งหลายชนิด รวมถึงปกป้องเซลล์จากการถูกทำลายจากสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะช่วยดูแลหัวใจ นอกจากนี้แพทย์แผนไทยยังใช้ตะขบในการรักษาอาการไข้ และเป็นยาบำรุงกำลังอีกด้วย (เครดิตภาพ : ครูทิพย์)
          ความสำคัญของ โพแทสเซียม (Potassium)

  จะทำงานร่วมกับโซเดียม ในการควบคุมสมดุลของน้ำในร่างกายและช่วยทำให้หัวใจเต้นเป็นปกติ โดยความเครียดทางด้านร่างกายและจิตใจ อาจส่งผลให้ขาดโพแทสเซียมได้ หากโพแทสเซียมและโซเดียมในร่างกายเสียสมดุลจะทำให้การทำงานของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อเสียไป Bไฮโปไกลซีเมีย (ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ) จะส่งผลให้ร่างกายสูญเสียโพแทสเซียมได้ เหมือนกับการอดอาหารเป็นเวลานาน ท้องร่วงอย่างรุนแรง แหล่งที่พบโพแทสซียมตามธรรมชาติ ได้แก่ โยเกิร์ต ผลไม้รสเปรี้ยว กล้วย ลูกพีช มันฝรั่ง แคนตาลูป มะเขือเทศ ผักวอเตอร์เครส ผักใบเขียวทุกชนิด สะระแหน่ เมล็ดทานตะวัน ถั่ว เป็นต้น ผลเสียของการรับประทานโพแทสเซียมเกินขนาด ร่างกายอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ หากรับประทานในปริมาณตั้งแต่ 18 กรัมขึ้นไป และโรคจากการขาดโพแทสเซียม ได้แก่อาการบวม และภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (ไฮโปไกลซีเมีย) สำหรับศัตรูของธาตุโพแทสเซียม ก็ได้แก่ น้ำตาล กาแฟ แอลกอฮอล์ และยาขับปัสสาวะ
          

ประโยชน์ของโพแทสเซียม

  1. ช่วยควบคุมสมดุลของน้ำในร่างกายและช่วยทำให้หัวใจเต้นเป็นปกติ
  2. ช่วยลดความดันโลหิต
  3. ช่วยรักษาภูมิแพ้
  4. ช่วยให้มีสติปัญญา จิตใจร่าเริงแจ่มใสได้ โดยการส่งออกซิเจนไปเลี้ยงที่สมอง
  5. ช่วยกำจัดของเสียในร่างกาย 

           คำแนะนำในการรับประทานโพแทสเซียม
  • โพแทสเซียมในรูปแบบอาหารเสริม มักพบได้ในรูปแบบของวิตามินรวมและแร่ธาตุรวม
  • เกลือโพแทสเซียมอินทรีย์ประกอบไปด้วย กลูโคเนต ซิเทรต ฟูเมเรต และเกลือโพแทสเซียมอนินทรีย์ จะประกอบไปด้วย ซัลเฟต คลอไรด์ ออกไซด์ คาร์บอเนต
  • คุณสามารถหาซื้อแบบแยกเป็นโพแทสเซียม ซิเทรต กลูโคเนต คลอไรด์ ได้ในขนาดประมาณ 600 mg. ซึ่งจะมีโพแทสเซียมผสมอยู่ประมาณ 100 mg. โดยรูปแบบที่แนะนำคือ ไกลซิเนตโพแทสเซียมซิเทรต
  • ยังไม่มีขนาดที่แนะนำให้รับประทานในแต่ ละวัน แต่โดยทั่วไปแล้วขนาดตั้งแต่ 1,600 – 2,000 mg. ต่อวันถือว่าเพียงพอแล้วสำหรับผู้ใหญ่ผู้ที่สุขภาพแข็งแรง
  • สำหรับผู้ที่ดื่มกาแฟเป็นประจำและมีอาการอ่อนล้า อาจเกิดจากการสูญเสียโพแทสเซียมเพราะกาแฟ
  • สำหรับผู้ที่ชอบรับประทานของหวานและชอบดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ระดับของโพแทสเซียมในร่างกายอาจจะต่ำได้
  • สำหรับผู้ที่กำลังลดความอ้วนด้วยการรับประทานประเภทคาร์โบไฮเดรตน้อย จะส่งผลให้ระดับโพแทสเซียมในร่างกายลดลง ซึ่งจะส่งผลให้กล้ามเนื้อเกิดอาการอ่อนล้าหรือตอบสนองช้า
  • หากระดับโพแทสเซียมในร่างกายมากเกินไปจะ ถูกไตขับออกมา และสำหรับผู้ที่ไตทำงานได้ไม่ดีก็ไม่ควรรับประทานโพแทสเซียมเสริมในปริมาณ ที่สูงมากจนเกินไป
แหล่งอ้างอิง : หนังสือวิตามินไบเบิล (ดร.เอิร์ล มินเดลล์)

#บ้านลุงเจ

วันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ประโยชน์น้ำมะพร้าว

1..จะช่วยทำให้ผิวพรรณสดใส เปล่งปลั่ง ขาวนวลขึ้นอย่างเป็นธรรมชาต

2..ทำให้ผิวมีความยืดหยุ่น กระชับ ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัยได้เป็นอย่างดี

3..มีส่วนช่วยกระตุ้นการเจริญโตและการแบ่งเซลล์ได้เป็นอย่างดี

3..น้ำมะพร้าว ประโยชน์ใช้เป็นเครื่องดื่มจากธรรมชาติที่ทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นและไม่มีอันตรายใดๆ ต่อร่างกาย (ยกเว้นผู้ที่เป็นโรคเบาหวานและโรคไต)
น้ำมะพร้าวเป็นผลไม้ที่มีฤทธิ์เย็นจึงช่วยดับร้อนในร่างกายได้เป็นอย่างดี

4..น้ำมะพร้าวอ่อนมีคุณสมบัติเป็นธาตุเย็น ช่วยล้างพิษขับพิษของเสียออกจากร่างกาย หรือช่วยดีท็อกซ์นั่นเอง

5..ประโยชน์ของมะพร้าว ช่วยบำรุงร่างกาย (เนื้อมะพร้าว). ช่วยปรับสมดุลของร่างกาย ในช่วงที่ร่างกายมีความเป็นกรดสูง เพราะน้ำมะพร้าวมีความเป็นด่าง ทำให้กลไกการทำงานของระบบต่างๆภายในร่างกายเป็นปกติส่งผลให้มีสุขภาพดีและแข็งแรง
ช่วยบำรุงโลหิต

6..ใช้เป็นเครื่องดื่มธรรมชาติที่ให้เกลือแร่ได้เป็นอย่างดีจึงเหมาะสำหรับนักกีฬา

7..น้ำมะพร้าว. ลดบวม ช่วยแก้อาการบวมน้ำ

8..น้ำมะพร้าวมีคุณสมบัติปลอดเชื้อโรค จึงนำไปใช้ฉีดเข้าเส้นเลือดได้ สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการขาดน้ำหรือปริมาณเลือดลดแบบผิดปกติได้

9..ประโยชน์ของน้ำมะพร้าวอ่อน ช่วยป้องกันหรือชะลอการเกิดโรคอัลไซเมอร์ ภาวะความจำเสื่อมในสตรีวัยทอง เนื่องจากมีปริมาณของฮอร์โมนเอสโตรเจนสูง

10..ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ และช่วยรักษาผู้ป่วยโรคหัวใ

11..ช่วยรักษาโรคเบาหวาน ด้วยการใช้มะพร้าวแก่ขูดเอาเนื้อ. มาคั่วให้เหลือง โรยเกลือเล็กน้อย ใส่ภาชนะปิดให้แน่น

แล้วนำมารับประทานครั้งละ 1 ช้อนแกง เช้า กลางวัน เย็น ประมาณ 10 วัน. จะช่วยทำให้ระดับน้ำตาลลดลงเรื่อยๆ

12..บรรเทาอาการปวดหัวปวดศีรษะได้ (น้ำมะพร้าวอ่อน)

13..ช่วยแก้อาการตาอักเสบ ด้วยการใช้น้ำมะพร้าวอ่อน 1 ถ้วย นำมาผสมกับน้ำตาลทรายแดง. ไว้ดื่มเช้าและเย็น อาการอักเสบก็จะค่อยๆหายไปเอง

14..ช่วยแก้อาการระคายเคืองตา ด้วยการใช้เนื้อมะพร้าวอ่อนสดๆ แปะที่ดวงตา อาการจะค่อยๆทุเลาลง

15..ช่วยลดอาการไข้สูง ตัวร้อน เพราะมีฤทธิ์เป็นยาเย็นจึงช่วยทุเลาอาการไข้ได้(น้ำมะพร้าวอ่อน,เนื้อมะพร้าว)

16..ใช้รักษาคนไข้ที่มีภาวะความเป็นกรดในเลือดสูง (น้ำมะพร้าวอ่อน)

17..ช่วยแก้ไข้ทับระดู ด้วยเอาจั่นมะพร้าว ที่ยังมีกาบหุ้มอยู่. นำมาต้มน้ำดื่ม เช้า กลางวัน เย็น อาการจะค่อยดีขึ้น (บางคนใช้รากก็ได้ผลเหมือนกัน)

18..ช่วยแก้อาการร้อนใน ด้วยการดื่มน้ำมะพร้าวอ่อนในช่วงเช้า และช่วงบ่าย (รับประทานเนื้อด้วย)

19..ช่วยแก้อาการไอ ด้วยการดื่มน้ำมะพร้าวห้าว(มะพร้าวแก่)

20..ช่วยแก้อาการปากเปื่อย ปากเป็นแผล ด้วยการอมน้ำกะทิสดๆ จากมะพร้าวแก่ประมาณ 5-10 นาที ประมาณ 3 วันแผลจะหายเร็วขึ้น (น้ำกะทิสด)

21..ใช้แก้อาการเจ็บฟัน ด้วยการใช้เปลือกต้นสด. นำไปเผาไฟให้เป็นเถ้าแล้วนำมาสีฟัน (เปลือกต้นสดมะพร้าว)

22..ใช้เป็นยาแก้อาการเจ็บปากเจ็บคอ (ดอก)

23..รากใช้อมบ้วนปาก. แก้อาการเจ็บคอ

24..ช่วยแก้อาการคลื่นไส้อาเจียน ด้วยการใช้มะนาว 1 ซีกบีบผสมกับน้ำมะพร้าวอ่อนแล้วดื่ม

สำหรับผู้ที่อาเจียนและท้องร่วงในเวลาเดียวกัน. ให้ดื่มน้ำมะพร้าวอ่อน. จะช่วยทำให้ร่างกายดูดซึมกลูโคสไปใช้ได้เร็ว ทำให้ร่างกายกลับมาเป็นปกติได้

25..ช่วยแก้อาการปวดฟัน ด้วยการใช้กะลามะพร้าวแก่จัด ที่มีรู ขูดเอาเนื้อออกใหม่ๆ ใส่ถ่านไฟแดงลงไป แล้วรองเอาน้ำมันมะพร้าวที่ไหลออกมาเก็บใส่ภาชนะปิดให้มิดชิด

แล้วใช้สำลีพันปลายไม้ชุบน้ำมันที่ได้อุดรูฟันที่ปวด แต่อย่าให้สัมผัสกับเหงือกหรือเนื้อเยื่อบริเวณรอบๆโดยตรง เพราะจะทำให้ชาได้ (น้ำมันจากกะลามะพร้าว)

26..สรรพคุณน้ำมะพร้าว ช่วยรักษาโรคกระเพาะ

27..ใช้แก้อาการท้องเสีย ด้วยการใช้ราก. ล้างสะอาดประมาณ 3 กำมือ ทุบพอแตกต้มน้ำ 5 แก้ว เคี่ยวเอา 2 แก้ว แบ่งรับประทานครั้งละครึ่งแก้ว เช้ากลางวัน เย็น

28..ช่วยแก้โรคบิด ด้วยการดื่มน้ำมะพร้าวอ่อน เช้า กลางวัน เย็น อาการจะดีขึ้น

29..ช่วยรักษาโรคลำไส้อักเสบ ด้วยการใช้เปลือกมะพร้าว. มาสับเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วนำมาต้มน้ำดื่ม อาการจะค่อยๆดีขึ้น (ควรใช้เปลือกมะพร้าวห้าว หรือมะพร้าวแก่)

30..ช่วยแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียดแน่นท้อง ด้วยการใช้กะลามะพร้าวสะอาด. มาเผาไฟจนแดง แล้วคีบเก็บไว้ในปี๊ปสะอาดปิดฝาให้เรียบร้อย จะได้ถ่านกะลาสีดำ นำมาบดเป็นผงรับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ

31..ช่วยบรรเทาอาการอ่อนเพลียจากอาการท้องเสียท้องร่วงได้ ช่วยเติมพลังหลังการเสียเหงื่อ เสียน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย (น้ำมะพร้าวอ่อน)

32..ช่วยขับปัสสาวะ (น้ำมะพร้าวอ่อน,เนื้อมะพร้าว,ราก. จาวมะพร้าว)

33..น้ำมะพร้าว สรรพคุณช่วยรักษาโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ

34..ช่วยแก้นิ่ว ด้วยการดื่มน้ำมะพร้าวอ่อน เช้า กลางวัน เย็น อาการจะดีขึ้นมาก

35..ช่วยรักษาโรคตับและไต (น้ำมะพร้าวอ่อน)

36..ช่วยรักษาโรคดีซ่าน ด้วยการดื่มน้ำมะพร้าวอ่อน เช้า กลางวัน เย็น เพียง 2 วันอาการก็จะดีขึ้นมาก

37..ใช้ถ่ายพยาธิได้ (น้ำมะพร้าว,เนื้อมะพร้าว)

38..ช่วยบำรุงและแก้อาการปวดกระดูกและเอ็น (น้ำมันจากกะลามะพร้าว)

39..ช่วยแก้อาการปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ อักเสบ ช้ำบวม ด้วยการใช้น้ำกะทิเคี่ยวให้ร้อน แล้วนำผักเสี้ยนผีล้างให้สะอาด. สับเคี่ยวเข้าด้วยกัน ใส่เมนทอลเล็กน้อย. เพื่อให้มีกลิ่นหอมและช่วยให้ตัวยาแทรกซึมได้ดีขึ้น เสร็จแล้วนำมานวดบริเวณที่มีอาการ (น้ำกะทิเคี่ยว)

40..ช่วยแก้อาการเม็ดผดผื่นคันตามตัว ด้วยการดื่มน้ำมะพร้าวอ่อนเป็นประจำ

41..สรรพคุณของมะพร้าว สามารถใช้รักษาโรคผิวหนังได้ (น้ำมันจากกะลามะพร้าว)

42..ช่วยสมานแผลให้หายเร็วขึ้นและป้องกันการเกิดแผลเป็น ด้วยการใช้น้ำมันมะพร้าวที่ได้จากกะลา. เผาไฟถ่าน นำมาทาที่แผล จะทำให้แผลหายเร็วภายในไม่กี่วัน และจะไม่เกิดรอยแผลเป็น (น้ำมันจากกะลามะพร้าว)

43..ใช้รักษาแผลเรื้อรัง ด้วยการเอากะลามะพร้าวมาถูตะไบเอาผง นำมาผสมกับน้ำมันมะพร้าว ใส่พิมเสนเล็กน้อย แล้วนำมาทาบริเวณแผลเช้า กลางวัน เย็น

44..ใช้ทาแก้ผิวหนังแตกลาย (น้ำมันจากกะลามะพร้าว)
ใช้เป็นยาทาแก้กลากเกลื้อนได้ ด้วยการใช้กะลามะพร้าวแก่จัดที่ขูดแล้ว มีรู มาใส่ถ่านไฟแดงๆ น้ำมันมะพร้าวจะไหลออกมา แล้วนำมาทาบริเวณที่เป็นทิ้งไว้ประมาณหนึ่งสัปดาห์ ยางจะติดอยู่เกลื้อนจะค่อยๆหายไป

45..สรรพคุณมะพร้าว ช่วยรักษาเล็บขบ ฝ่ามือแตกลาย ด้วยการใช้น้ำมันมะพร้าวที่ได้จากการเผากะลา. มาทาเช้า กลางวัน เย็น หรือหยอดบริเวณที่เป็นเล็บขบ จะหายเร็วขึ้นและไม่มีอาการปวด

46..ช่วยรักษาโรคอีสุกอีใส ด้วยการใช้ใบมะพร้าวต้มน้ำดื่ม

47..ใช้ทาแก้หิด (เปลือกต้นสดมะพร้าว)

48..ใช้รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ด้วยการใช้มะพร้าวกะทิปิดบริเวณแผล

49..ในไต้หวันและจีน นิยมดื่มน้ำมะพร้าวเพื่อช่วยลดอาการเมา แก้อาเจียนหลังการดื่มแอลกอฮอล์

50..ช่วยแก้พิษเบื่อเมา ด้วยการดื่มน้ำมะพร้าวอ่อน ซึ่งจะช่วยล้างพิษที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี

ประโยชน์ของมะพร้าว

51..ช่วยกำจัดริ้วรอยของครกหินที่ซื้อมาใหม่ ด้วยการใช้เนื้อมะพร้าวที่ใช้คั้นกะทิ. ตัดเป็นชิ้นเล็กๆ 4-5 ชิ้น แล้วใส่ลงไปในครก. แล้วตำเนื้อมะพร้าวจนละเอียด ให้น้ำมันจากเนื้อมะพร้าวออกมาสัมผัสกับผิวครกไปเรื่อยๆ. ประมาณสิบนาที แล้วทิ้งไว้ประมาณ 1 คืนเพื่อให้น้ำมะพร้าวซึมเข้าตามริ้วรอยของเนื้อครก ก้นครกก็จะลื่นเป็นมัน. ดูสดใสใช้งานได้อย่างคล่องมือ    

ขอบคุณข้อมูลจาก..หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ     
#บ้านลุงเจ

วันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ฟาร์มในฝัน

ฟาร์มในฝัน   อยู่ที่แก่งกระจาน  ก่อนถึงเขื่อนเล็กน้อย  สถานที่ไม่ใหญ่มากนักแต่ก็เป็นที่ชอบใจของคนที่ผ่านไปมา  ไม่เสียค่าเข้าชมใดๆ   มีนมแพะพาสเจอไรส์ โรตี  ว่างๆก็แวะเข้ามาเที่ยวชมกันได้ทุกวัน    ( บ้านลุงเจ )

ขนมจีนน้ำยาปักษ์ใต้

เห็นแล้วก็อยากทาน  ขนมจีนน้ำยาปักษ์ใต้มีความอร่อย มีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของอาหารแบบชาวใต้คือ กลิ่นหอมและรสจัด ข้อดีของอาหารประเภทขนมจีนน้ำยาคือการกินผักสด ซึ่งจะได้ประโยชน์ทั้งวิตามิน แร่ธาตุ รวมทั้งที่สำคัญคือใยอาหาร เพราะจะทำให้ระบบขับถ่ายดี ช่วยป้องกันท้องผูก     (  บ้านลุงเจ  )
 

วันอังคารที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

แก่งพญา


เป็นสถานที่ที่มีความประทับใจของเด็กๆ  และผู้ใหญ่ รวมทั้งผู็ช่วยผู้ใหญ่ด้วย  เพราะสถานที่นี้เป็นของผูใหญ่  แล้วผู้ช่วยผู้ใหญ่ไปเที่ยวมา  ที่เห็นในภาพคนน่ะไม่ใช่ช้าง อิอิ

เกาะพีพี จ.กระบี่

http://odaodajaa.blogspot.com/      เรือกำลังจะเข้าเทียบฝั่งที่เกาะพีพี จ.กระบี่ เป็นการเดินทางในช่วงวันหยุดฤดูร้อน เป็นการนั่งเรือที่ยาวนานและลุ้นทุกวินาที สภาพอากาศไม่ค่อยเป็นใจ มีฝนตกปรอยๆตลอดทาง ในชีวิตก็ไม่เคยนั่งเรืออยู่กลางทะเลนานขนาดนี้ มองไปรอบๆเห็นแต่ทะเล เรือวิ่งแล่นเรื่อยๆจนเทียบฝั่ง ความกังวลก็หายไป และได้พบกับกิจกรรมที่น่าตื่นเต้น ว่างๆจะโผล่มาใหม่...อิอิ